The Spirit Of Bandit

posted on 27 Jun 2008 15:50 by postmodernmind

 

The Spirit Of Bandit.

เคยนั่งดูหนังหรืออ่านเรื่องเกี่ยวกับโจรๆหลายเรื่อง....

และนึกทบทวนว่าคำว่า"โจรที่แท้จริง"แล้ว บางครั้ง การเป็นโจรอาจจะเป็นอะไรที่ยากที่สุด

ไม่ได้ง่ายเหมือนคิด เพียงแค่ "หยิบปืนแล้วออกปล้น"

แต่มันจำเป็นต้องมีอะไรบางอย่างที่เรียกว่า The Spirit Of Bandit.

จาก หนังสือ "มือปืน" หนังสือ "จอมโจรโรบินฮู้ด แห่งป่าเชอร์วู้ด"

จากหนัง 3000 Miles to Graceland , From dusk till dawn 1-2

 

 

เอาที่จำได้  ฉันคิดว่า The Spirit Of Bandit น่าจะมีดังข้อต่างๆดังต่อไปนี้

1 ปล้นเงินสกปรก คนรวยที่กดขี่ประชาชน ปล้นเงินที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

ข้อนี้ถ้าเป็นเมืองไทย รับรองว่าโรบินฮู้ดและผองเพื่อนต้องเหนื่อยใจ เพราะนักการเมืองบางคน

ปล้นไปเป็นพันล้าน หมื่นล้านทีเดียว 

2 ไม่ฆ่าเด็ก สตรี คนชรา และรวมถึงการกระทำอื่นๆ  คือ ขณะออกปล้น จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกสาว

หรือเมียชาวบ้าน และไม่ฆ่าเด็ก สตรี คนชรา

3 ไม่ยิงผู้บริสุทธิ์ หรือยิงตำรวจ จาก 3000 Miles to Graceland  จำได้ว่าไม่รัสเซลล์ โครว์ ก็ เควิน คอสเนอร์

ในฉากตอนปล้นคาสิโน ขณะที่ยิงกันหูดับตับไหม้ แต่ไม่มีใครตายจากกระสุนเขาเลย

(ไม่ใช่ยิงห่วยเลยยิงไม่โดน  แต่พยายามยิงไม่ให้โดนคน)

ปล. ข้อนี้ใช้ได้กับคนบริสุทธิ์ และตำรวจ (ที่ดี)เท่านั้น 

ใน From dusk till dawn 1 จอร์จ คลูนี่ย์ หงุดหงิด และตบเควนติน ตารันติโน่ไปหลายพลั่ก

ข้อหาที่หมอดันฆ่าตัวประกันหญิง

ใน From dusk till dawn  2 โรเบอร์ต แพตทริค ก็ห้ามไม่ให้เพื่อน ฆ่าตำรวจ

ใน From dusk till dawn 3 มาร์โก ลีโอนาร์ดี้ ก็ไม่ได้ฆ่าบาตหลวง กับแอมโบรส เบี๊ยส

(โดยให้เหตุผลว่าชายผู้นี้ จะไปสมัครเป็นทหารช่วยปันโช่ วิลล่ารบ นับเป็นผู้มีเกียรติ)

4 ปล้นแล้วแจก ในนัยยะหนึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนตาดำๆที่ถูกกลั่นแกล้ง

ในนัยยะสองเป็นการสร้างสงครามชิงมวลชนไปด้วย กรณีโรบินฮู้ด ไม่เคยถูกจำได้ เพราะประชาชีเป็นหูเป็นตา

นอกจากโรบินฮู้ด ยังมีที่ปล้นคนรวย(เลว)ไปให้คยจน แต่นึกไม่ออกแฮะ

 

เอาจากความทรงจำก็พอนึกได้แค่นี้  ตอนอ่านโรบินฮู้ด แห่งป่าเชอร์วู้ด ฉันคิดว่า เขามี

The Spirit Of Bandit มากทีเดียว ครั้งหนึ่งเขาปล้น แต่เอาเงินแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

ที่เหลือให้คนถูกปล้นมีเงินติดตัวไป แต่กับโจรใส่สูทบ้านเรา สันดานโจรเต็มตัว 

แต่ไม่ได้มี The Spirit Of Bandit เอาซะเลย  คดโกงเงินจากภาษีประชาชนตาดำๆ

ใช้ปากกา ลายเซ็นเป็นอาวุธที่ทรงพลังยิงกว่าปืน  ใช้ช่อโหว่ทางกฏหมายเป็นเครื่องมือ

ถ้ามีคนถามว่าการปล้นครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่ไหน

ฉันคงไม่ตอบว่าธนาคาร หรือร้านทอง

แต่มันอยู่ที่ รัฐสภา..........

 

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

PS : แม้ว่าบางครั้งโจรจะคือ ฮีโร่

แต่ความเป็นฮีโร่ของเขามาจากเจตนารมณ์ หาใช่การกระทำ......

 

 

Abnormal

posted on 25 Jun 2008 15:07 by postmodernmind

 

 

Abnormal

 

เคยนั่งสงสัยอยู่หลายๆครั้ง.....

เกี่ยวกับคนที่มีอาการทางจิตประสาท

เขาไม่สามารถแยกออกได้ระหว่างความจริง และจินตนาการ

ที่เรามองว่าเขามีอาการ "ผิดปกติ"

 

 

ขณะที่เรากำลังนั่งรถผ่าน เดินสวนกัน กับผู้มีอาการเหล่านั้น

(ทั้งที่อยู่ในโรงพยาบาล และกับทั้งคนที่เร่ร่อนเป็นคนจร)

ฉับพลัน !!! ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

ไม่ใช่เขาหรอกที่ผิดปกติ

แต่อาจจะเป็นพวกเราต่างหาก พวกเราทั้งหมด

ที่ผิดปกติ !!!!

 //////////////////////////////////////////////////////////////////////

PS : กลัวว่าสักวันสิ่งที่ฉันนี้ เกิดกลับตารปัตรเป็นความจริงขึ้นมา

โลกนี้จะเป็นเช่นไรหนอ ?

Fear

posted on 24 Jun 2008 02:40 by postmodernmind

 

 

Fear

 

เคยกลัวอะไรจนจับจิตไหม......

กลัวเสียจนไม่กล้าหลับตาแล้วนั่งนับลมหายใจ พร้อมกับระลึกถึงเสียงหัวใจเต้น นั่งระลึกสติ

ไม่เคยเลยสักครั้ง.......จนเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

 

รู้สึกดีขึ้นจากอาการป่วย กลับมาถึงบ้านก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจากเปิดเนต

นั่งอ่านเวบข่าว(การเมือง)ไปเรื่อยๆ จนสักราวๆตีสองนิดๆ รู้สึกร้อน และอยากอาบนํา

ก็เลยไปอาบนําคลายความรู้สึกเหนียวตัว อาบ-เช็ดตัว แต่งตัวเสร็จ ก็รู้สึกเหมือนมีนํามูก

จึ่งสั่งนํามูกออกมาลงบนผ้าเช็ดหน้า ปรากฏว่า มีเลือดออกมา......

ด้วยความคิดว่าเป็นเลือดกำเดาธรรมดาๆ เลยไม่ได้คิดอะไรมาก

มานั่งอ่านข่าวต่อไป สักพักรู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง !!!

รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด จากที่กำลังจะนอนเริ่มกลัวการนอน

เพราะกลัวว่าพรุ่งนี้คงไม่ได้ตื่นขึ้นมา................

อาจจะวิตกจริตไปเอง เพราะว่าเพิ่งหายจากอาการป่วยมา มีไข้ต่อกันมาหลายวัน

มีไอร้อนออกจาร่างกายตลอด เริ่มกลัว......อะไรสักอย่าง

หรือหลายๆอย่างที่นั่งคิด นอนคิดไปเรื่อย........ ปิดคอมพ์  ปิดหนังสือ ปิดไฟ นอน......

อยู่ดีๆดันกลัวความมืด ความเงียบขึ้นมาอีก แต่พยายามสะกดใจ.....

หลับตา ก็กลัวว่าจะไม่ได้เปิดตาขึ้นมาอีก  พอไม่นับลมหายใจ ก็กลัวว่าลมหายใจจะขาดห้วงไปอีก......

ในสมองก็คิดปะปนไปเรื่อย ครอบครัว เพื่อนๆ อดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นความคิดที่ไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง

แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกโดดเด่นขึ้นมาให้เป็นสติสัมปชัญญะขึ้นมา คือ "เธอ......"

 

 

 

กดโทรศัพท์ไปหาตอนตี 2 กว่า โทรไปบอกว่า "รัก" (ให้ตายสิ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระเอกหนังสงคราม)

แล้วก็เล่าอาการฟัง.....   แล้วก็มานอนนิ่งๆต่อ จนทนไม่ไหว มันเงียบเกินไป

ไม่ชอบนอนฟังเสียงหัวใจตัวเอง..........

แต่รู้สึกตัวว่า ท่ามกลางความรู้สึกที่ผันแปร    มี"เธอ" เป็นสิ่งหนึ่งที่พยุงความคิดฉันไว้

ไม่ว่าฉันจะคิดอะไร ก็ยังมี"เธอ" มีอยู่ร่วมกับความคิดนั้นทุกครั้ง ทุกเรื่องไป

แม้แต่วินาทีที่ฉันกลัว ที่ฉันจะต้องกังวลอะไรสักเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันเอง แต่ฉันก็ยังคิดถึงเธออยู่รําไป

โดยไม่มีสาเหตุ..............

เธอเข้ามาอยู่ในลมหายใจของฉัน.... สถานการณ์แบบนี้ ฉันน่าจะนึกถึงสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอื่นใด

แต่เปล่าเลย มีแต่เธอ เธอ เธอ อยู่เต็มลมหายใจ แม้แต่ฉันคิดว่า หากฉันดับสูญไป....

ฉันยังคิดอยู่เลยว่า  เธอจะเป็นเช่นไร......

สิ่งหนึ่งที่ฉันกลัวที่สุดคือ กลัวว่าจะไม่ได้พบเธออีก

กลัวช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดในชีวิตนี้จะต้องหยุดลง......

กลัว หลายสิ่งแต่ทุกอย่างที่กลัว

กลับเต็มไปด้วย "เรื่องของเธอ........"

ฉันภาวนาว่าฉันคงอุปทานไปเอง วิตกจริตไปเอง

กับความกลัวเพียงนิดเดียว ก่อให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด อันใหญ่โต.......

แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ฉันได้รับรู้ว่า

สำหรับฉันแล้ว เธอสำคัญเพียงใด........

 

///////////////////////////////////////////////////////////////

 

PS : "ฉันรักเธอ"

See and Be

posted on 23 Jun 2008 23:37 by postmodernmind

 

 

See and Be

ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน แล้วก็เอากล้องกดแช๊ะๆๆ ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย

ถ่ายรูปใบหนึ่งมาเล่นๆ เพราะมุมที่มองเห็นมันแปลกตาดี

ถ่ายธรรมดา ไม่ได้ใช่เทคนิคอะไร....

แต่วันหนึ่งเพื่อนฉันเห็นรูป(เพื่อนฉันก็ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน)

กลับมาถามว่านี่รูปอะไร

 

 

บ้างก็เดาว่ารูปเปียโน ( มันดูเหมือนเปียโนตรงไหนนี่ ?)

บ้างก็ถามว่าใช้มาโครถ่ายหรือ ไปมาโครอะไรมา (กล้องฉันไม่มีเลนส์มาโครเฟ้ย)

หรือเป็นเครื่องอะไรสักอย่าง.....

แล้วก็นั่งเดา นั่งนึกกันอยู่นาน

ฉันเลยบอกว่ามันคือ โรงแรมโซฟิเทล(มั้ง?) ที่อยู่ใกล้ๆโรงเรียนหอวัง

พอดีวันนั้นฉันเดินเล่นอยู่ มองขึ้นไปเจอมุมนี้พอดี แล้วรู้สึกว่ามันสวย

(อย่างน้อยก็ในความคิดฉัน) ก็เลยถ่ายมันมา.......

มันทำให้ฉันนึกมาย้อนคิดว่าถ่ายตึกออกมาแต่คนดูกลับไม่รู้ จินตนาการไปเป็นอย่างอื่น

ถ้าฉันไปถ่ายคน มีหวังถ่ายเสร็จคนดูไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือนี่.........

 

/////////////////////////////////////////////////////////////

PS :  อาจจะมีบางมุม ที่คนเรามองไม่เคยเห็นสักที.....

 

 

Civil War

posted on 22 Jun 2008 09:34 by postmodernmind

 

 

Civil War..

ขณะนี้ สงครามกลางเมืองได้ระเบิดขึ้นแล้ว ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับคณะปฎิวัติ

เหตุการณ์ได้เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่เย็นวันที่ 19 มิถุนาที่ผ่านมา.......

เมื่อคณะปฎิวัติระดมพลจากทั่วสารทิศ ประกอบกับปัจจัยที่ส่งเสริมความรุนแรงทั้งภายในและภายนอก

ทำให้การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐและฝ่ายปฎิวัติได้เริ่มต้นขึ้น

โดยไม่มีการเจรจาพาทีหรือ ยื่นข้อเสนอใดๆโดยแม้แต่น้อย

โดยคณะปฎิวัตินั้นนำโดยการทหารอันเป็นเชื้อบัตเตรี ซึ่งก่อให้เกิดอาการอักเสบ

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลระดมทหารจากกองพันเม็ดเลือดขาวเข้าสู้ศึก

โดยมีสมรภูมิเป็นต่อมทอลซิลอักเสบ ขณะเดียวกันยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกด้วย

หากฝ่ายไหนยึดต่อมทอลซิลได้ ฝ่ายนั้นย่อมได้เปรียบและมีชัยเหนืออีกฝ่าย

นอกจากนี้ ประเทศของข้าพเจ้ายังได้รับการแทรกแซงจากภายนอก โดยเฉพาะ.....

อากาศที่แปรปรวน มีฝนตกหนักสลับแดดร้อน บางช่วงเป็นฝนปรอยๆ

พร้อมกับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยเฉพาะศึกฟุตบอลยูโร 2008 ซึ่งอดตาหลับขับตานอนดู

ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เป็นเหตุให้เม็ดเลือดขาวอ่อนแอ คณะปฎิวัติจึงชิงความได้เปรียบ

ขณะที่คณะรัฐบาล ได้รับการช่วยเหลือจากภายนอกด้านกำลังอาวุธเช่นกัน

โดยได้รับการสนับสนุน(จากบริษัทยา) ด้วยยาปฎิชีวนะชนิดแคปซูล

ซึ่งสงครามการเมืองในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อาทิ เช่น

การปวดหัวจนแทบจะระเบิด เจ็บคอ กลืนอะไรก็ลำบาก ปวดหนาวถึงกระดูก

เรื่องสั้นที่เขียนค้างไว้,การไม่ได้ออกไปสมัครงาน,เสียค่ายา,ไม่ได้อ่านหนังสือสอบ

การไม่ได้ปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ,ขาดอรรถรสในการดูบอล

การรบเป็นไปอย่างดุเดือด มีการเสียเลือดเนื้อมากมาย และผลัดกันชิงความได้เปรียบ

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังจะกำชัยชนะ ทางต่างประเทศก็เร่งแทรกแซง และให้ความช่วยเหลือ

กองกำลังปฎิวัติขนาดหนัก โดยเฉพาะ เยอรมัน ตุรกี รัสเซีย ซึ่งสร้างความสนุกสนานในการชม

ฟุตบอลยูโร (โดยเฉพาะตุรกี กับรัสเซีย เตะกันถึงตี 4 ทั้ง 2 วัน ) ทำให้เม็ดเลือดขาวอ่อนแออีกครั้ง

ทางฝ่ายรัฐบาลก็ระดมความช่วยเหลือจากยาปฎิชีวนะเข้าไปอีกแผง

ความดุเดือดของสงครามยังดำเนินต่อไป......

ซึ่ง ข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่า สงครามนี้จะยุติลงโดยไวและกลับเข้าสู่ภาวะปกติสุข อีกครั้ง......

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////

 

PS : ขณะที่เขียนบล๊อกนี้ ข้าพเจ้ามีสติสมบูรณ์ดี ไม่ได้เลื่อนลอยจากฤทธิ์ยาหรือ

อาการเจ็บป่วยแต่อย่างใด......